ช็อค วงการบันเทิง ตุ๊กกี้ ชิงร้อย เปิดใจ รักเด็ก...............
เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2553 ตุ๊กกี้ สามช่า (หรือตุ๊กกี้ ชิงร้อยฯ) มีชื่อจริงว่า สุดารัตน์ บุตรพรหม ตลกหญิงรูปร่างเล็ก กล้าแสดงออก จบการศึกษาจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขานาฏศิลป์ไทย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เข้าร่วมแก๊งสามช่าเมื่อปี พ.ศ. 2548 จนปัจจุบันประสบความสำเร็จ ในวงการบันเทิง เป็นตลกหญิงแถวหน้าของเมืองไทย ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีผลงาน การแสดงทางจอโทรทัศน์ และการแสดงภาพยนตร์ในหลายเรื่อง เช่น รายการชิงร้อยชิงล้าน ตลกหกฉาก รายการล้วงลับตับแตก แฟกทอรี่ที่รัก ภาพยนต์วงษ์คำเหลา ฯลฯ ในวันนี้ คุณตุ๊กกี้ ได้มีโอกาสมาร่วมพบปะพูดคุย ให้ข้อคิดเห็นจากประสบการณ์ตรงที่ได้ศึกษา ในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในปี 2541 – 2544 ได้พูดคุยในหัวข้อ “ชีวิตหรรษา ตามประสา น้องใหม่” โดยคุณตุ๊กกี้ กล่าวว่า นับว่าทุกคนโชคดีที่มีโอกาสได้ศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย ไม่ต้องไปกังวลในเรื่องชื่อเสียงของสถาบันการศึกษา แล้วทำให้ตัวเองเกิดความท้อถอย เพราะ ชื่อเสียงสถาบันไม่ใช่เรื่องใหญ่ การศึกษาขึ้นอยู่กับตัวผู้เรียนสำคัญที่สุด เราต้องมีความรักและ ภูมิใจกับสถานศึกษาของเรา ที่มีชื่อว่ามหาวิทยาลัยมหาสารคาม ซึ่งจะเป็นแหล่งความรู้และ ประสบการณ์ที่เราจะต้องซึมซับเอาสิ่งต่างๆ ที่คณาจารย์และเพื่อนๆจะมอบให้แก่เราให้มากที่สุด นอกจากนั้นการเลือกคณะวิชา หรือสาขาที่จะเรียนให้พิจารณาดูที่เนื้อหาของคณะนั้น และเลือก ในสิ่งที่ตัวเองชอบตัวเองรัก เพราะจะทำให้เราเรียนได้อย่างไม่เป็นกังวล และต้องตั้งใจเรียน ให้ดีที่สุด การเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยนั้น เปรียบเหมือนประกาศนียบัตรที่บอกว่าเป็นผู้ใหญ่แล้ว และมีวุฒิภาวะเพียงพอแล้วที่จะใช้ชีวิตและดำเนินชีวิตของตัวเอง แต่ทั้งหมดนั้นก็ไม่ได ้หมายความว่า จะทำอะไรก็ได้ทุกอย่างตามที่ใจต้องการ สิ่งสำคัญประการแรกที่ทุกคนต้องรู้จัก คือ ถามตัวเองว่า เราคือใคร เรามาจากไหน เมื่อรู้จักตัวเองขึ้นมาแล้ว ก็จะไม่ลืมตัว เมื่อไม่ลืมตัวเอง ก็หมายความว่าเราจะไม่ลืมรากเหง้าและไม่อายในสิ่งที่ตัวเองเป็น จึงอยากขอให้ทุกคนอย่าลืม ว่าเราเป็นใครมาจากไหน อย่าได้ไปหลงละเมอเพ้อพกกับสิ่งที่เป็นมายาเมื่อก้าวเข้าสู่รั้ว มหาวิทยาลัย การใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย ตลอด 4 ปี ของการศึกษาในระดับอุดมศึกษานั้น เป็นช่วงเวลา ที่สำคัญที่สุดในการเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเรากับสังคม มหาวิทยาลัยจะเป็น เหมือนสนามทดลองย่อยๆของการใช้ชีวิตในสังคมต่อไป 4 ปีในมหาวิทยาลัยเป็น 4 ปี แห่งการเรียนรู้ โลกของมหาวิทยาลัยจะไม่มีกรอบตารางเวลาที่ชัดเจนเหมือนระดับ ประถมและมัธยมที่ได้เคยเรียนมา เมื่อเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษา กรอบของเวลา จะหายไป ที่นี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้การบริหารความสัมพันธ์กับสังคม กล่าวได้ว่าการเข้าสู่มหาวิทยาลัยคือการบริหารตัวเอง การใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยให้ได้ประโยชน์สูงสุดนั้น พี่ตุ๊กกี้แนะนำว่า น้องๆ ต้องใช้ชีวิตทั้งสำหรับการเรียนและการร่วมกิจกรรมสร้างวินัยในตนเอง ควบคุม ความประพฤติของตนเอง มีความมั่นคงแน่วแน่ และรับผิดชอบต่อตนเอง โดยถือเอามหาวิทยาลัยเป็นเวทีจำลองสังคมสำหรับการฝึกฝนคุณลักษณะที่ พึงประสงค์สำหรับการเป็นนักวิชาการ นักวิชาชีพ และประชาชนที่มีคุณภาพ ถึงแม้การศึกษาเล่าเรียนจะเป็นภารกิจหลักของนักศึกษาทุกคน แต่การใช้ชีวิต ในมหาวิทยาลัยก็มิใช่มีแต่กิจกรรมการเรียนการสอนเท่านั้น ช่วง 4 ปี ในมหาวิทยาลั ยเป็นช่วงสำคัญของชีวิตที่ทุกคน จะได้แสวงหาประสบการณ์ให้มากที่สุด เพื่อให้พร้อมที่จะเผชิญโลกกว้างเมื่อสำเร็จการศึกษาเป็นบัณฑิตไปแล้ว "การเรียนเป็นงานประจำ กิจกรรมเป็นงานประกอบ" จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำ ควบคู่กันไป ให้สมบูรณ์ทั้งด้านการเรียนและการทำกิจกรรม เพื่อให้เกิดพัฒนาการ ที่สมบูรณ์ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม สติปัญญา และบุคลิกภาพ คุณตุ๊กกี้ ยังได้เล่าถึงประสบการณ์ของตนเองที่ผ่านมา ที่ได้เรียนและทำกิจกรรม ตลอด 4 ปีที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ให้น้องๆ ได้สาระและความสนุกสนาน ซึ่งได้ฝากกับน้องใหม่ทุกคนให้ใช้สติพิจารณาจำในสิ่งที่ดีเอาไปใช้เป็นแนวทาง ในการใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยมหาสารคามอย่างมีความสุข และเพื่อความสำเร็จ ในวันข้างหน้า







